Powered By Blogger

เกี่ยวกับฉัน

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

ทำไมเด็กไทยเบื่อเรียนในประเทศตัวเอง (จากข้อคิดและความจริง)




ถ้าจะอ่าน ขอให้อ่านให้จบครับ ถ้าอ่านไม่จบไม่ต้องอ่านเลยครับ

-ครูปัญญานิ่ม เร่งงาน เร่งสอบ เร่งมันทุกเรื่อง

-ครูปาก(ห)มา และ ปากมากโคตรๆ บ่นมันทั้งคาบ พอเจอสอบเด็กทำไม่เป็นเซ็งจิตไปจนวันตาย

-งานเยอะ ไทยติดอันดับการเรียนยอดแย่ เพราะ งาน โครงงาน การบ้าน รายงาน โปรเจค เยอะโคตรๆ

-เรียนหนักเว่อร์ ต่างชาติ 3 วันเรียน 2 วันออกกำลังกาย (เฉลี่ย / ไม่ใช่เล่นรักบี้ทั้งวัน) ไทย 5 วันเรียน 2 วันเรียนพิเศษ // ต่างชาติ เข้ามหาลัยไหนก็ได้ ข้อสอบวัด EQ ไม่เน้น IQ เพราะ ไปเรียน IQ ในมหาลัย ไทย เข้ามหายลัยดังๆเท่านั้น วัดแม่งแต่ IQ ข้อสอบวัด EQออกแมาแบบ ปัญญาอ่อนโคตรๆๆๆ หัวโบราณรุ่นพระเจ้าเหาออกข้อสอบด้วยตัวเอง ขนาดเหามันยังทำไม่ได้

-เรียน 5 วัน วิชา พละ เสรือกมีคาบเดียว อันนี้ส่วนใหญ่ทุก รร. เด็กก็ " *** เครียดโว้ย" ไปตามเคย
คอมพิวเตอร์ ก็ เสรือก มีคาบเดียวอีกเหมือนกัน (นี่คือเหตุผลที่ทำให้ เด็กไทยตัวเล็ก (เฉลี่ย) ลงทุกวี่ทุกวัน

-แบ่งระดับ แบ่งชนชั้น แบ่งความฉลาด ความหล่อ ความสวย ETC แบ่งกันอยู่นั่น เด็กเก่งแมร่งได้อยู่แต่ห้อง King กับเพื่อนสุดเก่งทั้งห้อง ห้อง ขี้ลิง เด็กกากก็อยู่กับกาก ยังงี้ใครมันจะไปเก่งขึ้นวะ / / (เรื่องจริง) ต่างชาติคละรวม สมมติ มี นร. 40 คน (มาตรฐานไม่เคยเกิน 45คน เกือบทุก รร. USA) 10 คน ฉลาดโพดๆ 20 คน ฉลาดแบบปานกลาง 10 คนโง่ขั้นเทพเรียกพ่อ ถ้านักเรียนสอบตก อาจารย์สอนโดนหักเงินเดือน + ห้องโดนตัดคะแนนทั้งห้อง (แย่โพดๆ) ดังนั้นมันจึงรวมหัวกันอ่านหนังสือ+วางแผนโกงข้อสอบขั้นเทพ

-ครูใหม่โดนตำหนิ โดนอิจฉา โดนบังคับสอนห้องบ๊วย ไปหาดูได้เลย ครูใหม่ส่วนใหญ่โดนด่าก่อนใคร ไม่รู้เป็น *** นอะไร ครูหน้าย่นทำผิดเหมือนกัน ไม่โดนดด่า ครูใหม่ทำไรหน่อยโดนกดดัน โดนแบน โดนด่า โดนตัดเงินเดือน อย่างงี้ใครจะไปมี อารมณ์สอนเด็กวะ หน้าตาดีเกินไปยังโดนด่า ไม่รู้ *** นอะไรนักหนา

-กระทรวงศึกษาธิกรรมกร ออกกฎหมายขั้นเทพ เด็กไทยต้องหัวเกรียน! ไม่รู้เควี่ยอะไรนักหนา หัวเกรียน+เขียว มันจะฉลาดขึ้นเหรอ ควายผมยังยาวกว่ากรูอีกไอ *** น / / เคยมี นายแพทย์ และ นักวิชาการ หัวใหม่จาก ทั้งในแนะนอก ยื่นคำร้องต่อ กระทรวงศึกษาธิกรรมกร ว่า ทำไมจึงต้องให้ เด็กไทยหัวเกรียน (ไม่นับ ร.ด.)

-เขากล่าวว่า นี่เป็นการ ก้าวก่ายสิทธิอันพึงได้ของมนุษย์ ว่าด้วยการใช้อำนาจและกฎเกณฑ์ เข้าข่มเหง (ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง ตามรัฐธรรมนูญทุกสมัย+กฎหมายโลก) นักวิชาการร่ายมาเป็นข้อๆอย่างมีหลักการ ทำเอาเด็กไทยเกือบจะดีใจว่า *** รอดแล้ว แต่! กระทรวงกรรมกรแห่งชาติออกมาตอบกลับง่ายๆว่า " สั้น ง่าย สะดวก สะอาด " (<<--โคตรเกย์!) นักวิชาการระดับ ป. เอก ถึงกับ อึ้ง อุนจิแตกทันที นี่น่ะเหรอ คนที่มีความรู้เขาพูดกัน ไอ *** นเอ๊ย!
  
-แจกชีท รร. ไทยไม่รู้ จะปล่อย *** นอะไรนักหนา ชอบ ซีรอคชีท เครื่อง ซีรอคนี่ขายดิบขายดีในไทยจริงๆ มีอะไร ซีรอค เอาครับ ไม่พอ ใช้กระดาษ รีไซเคิล อีก ซากๆ กากๆ คากๆ ถุยๆ เรียนเสร็จเอาไปเช็ดตรูดสบายใจเฉิบกันเลยทีเดียว ไอเราก็ไม่เข้าใจ แทนที่จะ ทำเป็นเล่ม + กระดาษขาว แล้วขายให้เด็กทีเดียว จะได้เก็บเป็นที่เป็นทาง ดันมาเก็บทีละ 5 บาท 10 บาท แล้วบอกรอรวมแล้วเย็บเล่ม ไอ *** น! ทำหายหน้าเดียว อาจารย์ แมร่งไม่รับตรวจไอเควี่ยเอ๊ย

-ลอกการบ้าน จากหัวข้อแรกๆ การบ้าน งานเงิน เยอะเว่อร์ๆๆๆๆๆ+++ๆๆๆๆ สุดท้าย *** ทำไม่ไหว (ไม่ใช่ทำไม่ได้นะ) ขอลอกดีกว่า สมัยนี้มีจัดตั้งชมรม ลอกการบ้านกันตรึมสนั่น FaceBook Google+ Twitter ทำงานกันเป็น *** ส่วน ใครทำหน้าไหน ทำวิชาอะไร สุดท้ายสแกนลงคอม แจกจ่ายยังกับถุงยังชีพช่วยน้ำท่วม ไม่ใช่ห้องเดียวด้วย! แมร่งลอกกันทั้ง รร.! (นี่ไม่ได้ด่านะ ดีแล้วหนูๆ เข้าใจระบบการศึกษาไทยซะ)

-เนื้อหาเรียนเยอะชิ(บ)หาย ทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งไทยทั้งต่างประเทศ บาง รร.มันยังมี นอกโลกอีกตั่งหาก สุดท้ายเรียนจบแต่ตรูยังจำชื่อเมืองหลวง ประเทศตัวเองไม่ได้ โทษการจัดระบบและเรียงเนื้อหาของไทย (บางอย่างควรไปเรียนใน มหาลัย แทน)

-รายงาน กระดาษปริ้นมหาประลัย นี่เลยครับพี่น้องชนชาติชาวไทยและต่างประเทศ ไอที่โลกร้อนไม่ใช่อะไร รายงานประเทศไทยครับ มันปริ้นกันเป็นว่าเล่น มีอะไรคิดไม่ออก รายงาน! คิดไม่ออกอีกทีสั่งรายงาน! 10 หน้า 15 หน้า ไม่ใช่!ครับ มันล่อไป โน่น 40-100 หน้า สุดท้ายเป็นยังไง? อ่านไหม? ไม่อ่านครับ ใครมันจะไปมีพลังซูเปอร์ไซย่ามากขนาดนั้น

-สมมุตินะสมุติ ถ้า... รายงาน 20 หน้า / นักเรียนห้องนึง( 40 คน ) / 1 ห้องเป็นเท่าไหร่? 800 หน้าครับ ชั้นนึงมีกี่ห้องครับ ตีให้ครับ ให้5 ห้องพอครับ 5*800 ครับ เท่าไหร่ครับ = 4000 หน้าครับ เบจิต้ากับโงกุนร่วมร่างกันมันยังอ่านไม่หมดเลยครับ สุดท้ายทำไง? นับหน้าครับ+ความสวยงามของปกครับ แค่นี้แหละครับ ใครขาวดำ(ลดโลกร้อน) ได้ C- ครับ ใครชอบผลาญทรัพยากร (หน้าปกสีสดเว่อร์) เอาไปเลย A+++++++ ครับ ตอนจบทำไงครับ โยนเข้ากองครับ สุดท้ายเอาไปทิ้ง ไม่ก็เอาไปเผาผลาญ+พับกระดาษ+ทำสแตนท์เชียร์ครับ หมึกที่เสียไปล่ะครับ เอาไปรวมกันนี่ยิ่งกว่า 2012 น้ำท่วมโลกครับ

-เพิ่มให้ครับ เรื่อง ของการเข้าแถวครับ (จาก คอมเม้นนะครับ ขอบคุณมากครับ) ใช่เลยครับ รร. ในไทยนั้น ต้องการให้เด็กไทยเข้าแถวครับ ส่วนใญ่จะเป็นเฉพาะ รร. รัฐบาลครับ ไม่รู้เป็นอะไรต้องให้เด็ก เข้าแถวตากแดด ตากผน ตากลม ขี้ฝุ่น แบคทีเกรียน* ต่างๆนาๆ ว่ากันว่า เพื่อให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน สามัคคีกัน รักชาติ ศาส กษัตริย์ ครับ อันนี้ขอแย้งครับ เด็กเอกชน เขายังรัก ในหลวง รักชาติ รักศาสนามากกว่า เด็กรัฐบาลเลยนะครับ คงเพราะ สบายกว่า (lol) เห็นเข้าแถวมันยังโดดต่อยกันสนุกสนานเลยครับ บ้างก็เล่นมือถือ บ้างก็คุยไฟแล่บ บางคนมันยังคุยกับอาจารย์เฝ้าแถวเลย นอกนั้นก็ทนฟัง ผอ. อาจารย์ร็อคหน้าย่น มาบ่นทุกวี่ทุกวันครับ เสร็จแล้วกลับห้องครับ ถามหน่อย? ได้ฟังไหม? คำตอบคือ ไม่ ครับ อะไร!?มันบ่นอะไรม่รู้ครับ

-ต่อจากข้อก่อนหน้านี้ครับ อาจารย์โคตระ 2 มาตรฐานชาวไทยเลยครับ เด็กตากแดด เห็นเด็กบางคนไปแอบนั่งหลบแดด (กำลังจะตาย) บ่นใหญ่เลย ไม่มีความอดทน ลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิง ไหม เสร็จแล้วยังไง? สั่งลงโทษให้ยืนครับ คิดว่าจะให้เด็กหน้าแตกครับ ไม่ใช่เลยครับ เด็กคนอื่นมันจะขึ้นมาโดด Side Kick หน้าอาจารย์อยู่แล้วครับ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ? ไอตอนบ่นพี่แก ยืนอยู่ไหนครับ? ยืนใต้ต้นไม้ครับ! แล้วเสรือกบ่นทำเหาอะไรครับ แน่จริงมานั่งกับตรูสิครับ

-จดงาน จดหนังสือ จดลายแทง จดแมร่งทุกอย่างครับ อาจารย์หลายๆท่านสมัยนี้ หิ้ว Notebook ไปมา เสียบสายต่อจอ แล้วสอนครับ เนื้อหามาจากไหนรู้ไหมครับ? มาจากหนังสือครับ! แล้วยังไงครับ นักเรียนมีไหมครับ? คำตอบคือ มีทุกคนครับ! แล้วยังไงต่อครับ? พี่แก สั่งให้จดครับ! งงดิครับ แล้วกระผมจะมีตำราไปทำเป็นโล่พระแสงอะไรครับ! ให้จดไม่ใช้เน้นที่สำคัญนะครับ! จดแม่งเกือบทั้งเล่มครับ ให้ *** นร้อง กุ๊กๆ ได้ มันถึงจะจบเล่มครับพี่น้อง! แล้วไงต่อครับ? ไม่จด จดไม่ทันทำไงครับ? ไม่สนใจครับ ด่าอีกต่างหาก จดช้าจังวะ พ่อเป็นหอยทากเหรอ แค่นี้เมื่อยเหรอ? นี่ครับคนเราเสียดสีกันลงคอครับ พ่อง!คุณเหรอครับ มือเป็นตอร์ปิโด จดทันที่พูด! พอถามให้จดทำไม? ตอบกลับมาครับ! จะได้ให้จำครับ! โหมันกล้านะครับ กรูยังไม่มีเวลาประมวลผลเลยคุณมรึงร่ายต่อเลยครับ! แล้วจะไปเจริญได้ยังไงครับทีนี้!


หมดล่ะครับ คิดไม่ออกนี่จากใจจริงเลยครับพี่น้อง พอดีเห็นการศึกษาไทยแล้วปวดตับครับ ไม่ไหวแล้วครับ เป็นตัวแทนของเด็กไทยหัวเกรียนๆทั้งหลายครับ (แต่จบระดับหัวเกรียนแล้วครับ)

อ่านเสร็จแล้วไปล้างหน้าล้างตา ให้สดชื่อค่อยกลับมาเล่นคอมต่อนะครับ 

(การอ้างอิงบางส่วน ไม่ได้หมายถึงทุกคนนะครับ ใครดีก็ดีไปครับ ใครเลวก็เรื่องของมันครับ)

ถึงท่านที่เข้ามาอ่าน สิ่งที่ผมกล่าวถึงนั้น ไม่ได้เหมารวม หรือ ระบุที่ใดที่หนึ่งบนโลกนี้นะครับ ดังนั้นอย่าร้อนตัวครับ ถ้าท่านดีจริงคนก็รักครับ ถ้าท่านไม่ดีคนก็เกลียดครับ มันเป็นไปตาม ธรรมชาติครับ
  
ศึกษาเพิ่มเตมได้ที่ http://www.ichat.in.th/RAZHACK/topic-readid76455-page1

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการคิด เรื่อง กระบวนการสอนคิดวิเคราะห์

กระบวนการคิดวิเคราะห์


คือ กระบวนการทางความคิดที่ให้ผู้เรียนคิดอย่างมีระบบและมีเหตุผล เขาใจตนเหตุของปรากฏการณ์ในชีวิตและผลกระทบที่จะได้รบตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยประมวลจากขอเท็จจริงอย่างมีระบบ ไม่คิดอย่างคาดคะเน ถ้าคนในชาติมีความคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ ประเทศนั้นก็พัฒนาเร็วในทางตรงกันข้าม ถ้าคนภายในชาติใดขาดเหตุผลไม่ใช่ไหวพริบ หรือวิจารณญาณในการ ใช้ชีวิต  ประเทศนั้นก็จะพัฒนาอย่างเชื่องช้าเพราะคนสวนใหญ่คิดไม่เป็นพลอยทำให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยปัญหาความดีของกระบวนการคิดก็คือ ทำให้คนในชาติมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักคิดคน ไม่ชอบลอกเลียนแบบใคร ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ประหยัดและรู้จกพอเพียง 
กระบวนการคิดต้องเริ่มสอนทั้งที่บ้านและโรงเรียนต้องสอนตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอน คื 
ขั้นตอนที่ 1 ให้นักเรียนเรียนจากการวิเคราะห์ หรือ แยกแยะ เช่น ครูทำเสียงไก่ ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ว่าเป็นไก่ ครูทำเสียงม้า ให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าเป็นม้า แทนที่จะจำศัพท์หรือท่องศัพท์ กลับเป็นการวิเคราะห์เสียงของสัตว์ เป็นการฝึกให้นักเรียนคิด และแยกแยะ ขณะเดียวกันก็จะจาศัพท์ได้โดยอัตโนมัติ
ขั้นตอนที่ 2 คือ การสังเคราะห์หรือสร้างสรรค์ โดยให้นักเรียนวาดรูปไก่และม้า และเขียนภาษาอังกฤษใต้รูปเหล่านั้น หรืออาจจะ ร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษ เรื่อง hen and horse ขั้นตอนที่ 2 นี้ นอกจากนักเรียนจะจำศัพท์และเขียนศัพท์ไก่และม้าได้ด้วยความเข้าใจยิ่งขึ้นแล้วยังได้แสดงออกหรือสร้างสรรค์ความถนัดที่ตนเองมีอยู่ โดยการร้องเพลง หรือวาดรูปตามความถนัด ซึ่งเป็นคะแนนส่วนหนึ่งในการวัดผลการเรียนรู้ 
ขั้นตอนที่ 3 ของกระบวนการคิดวิเคราะห์ คือ การนำสิ่งที่เรียนไปใช้นอกห้องเรียนหรือที่บ้าน เช่น อาจร้องเพลงติดปากเพื่อร้องให้พ่อแม่ฟัง หรือวาดรูปโดยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้ผู้ปกครองที่บ้านดู สร้างความภูมิใจให้กับตัวผู้เรียนเองและนำผลการเรียนทุกวิชาไปใช้ในแต่ละวัน 
 หลักของกระบวนการคิดวิเคราะห์ 
คือ ต้องบรูณาการกับการเรียนในกลุ่มสาระอื่น ๆ ซึ้งจะทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาทุกวิชาลึกซึ้งขึ้น

การสอนตามกระบวนการคิดวิเคราะห์ใช้ในการสอนของครูในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนจะได้รับ คือ 
1. เป็นเด็กที่รู้จักคิดหาเหตุผล รู้ผิด รู้ถูก รู้ควรไม่ควร รู้จักโต้แย้งอย่างมีเหตุผลตั้งแต่เด็ก ๆ 
2. เป็นเด็กที่ถูกฝึกให้เป็นผู้สร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งที่ตนถนัดตามขั้นตอนของวัย จะเป็นคนที่ไม่ชอบลอกเลียนแบบ เป็นตัวของตัวเอง และภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง 
3. เป็นเด็กที่เข้าใจในเนื้อหาวิชาที่จะเรียนอย่างลึกซึ้ง ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ค้นคว้าหาสิ่งที่ตนไม่รู้ และนำวิชาที่เรียนไปใช้เป็นประโยชนในชีวิต
4. การสอนเชิงคิดวิเคราะห์ ต้องบูรณาการหลายวิชาเข้าด้วยกัน นักเรียนจะมีความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมและทุกบริบทของการสอนคิดวิเคราะห์ ครูสามารถแทรกคุณธรรม  จริยธรรมลงไปในบทเรียนได้ ทำให้เด็กซึมซับจากสิ่งที่ได้เรียนมา แล้ว ในที่สุดเด็กก็สามารถเป็นคนดีของสังคมได้ 
สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

คำอวยพรปีใหม่


เนื่องในเทศกาลวันปีใหม่ ที่ทุก ๆ คน ร่วมฉลองกันแล้ว ยังมีการส่งคำอวยพร ให้เพื่อน ๆ คนรัก ญาติสนิท มิตรสหาย ทั้งอาจจะส่งข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) หรือแม้แต่อีการ์ด (E-card) หรือ การ์ดอวยพร เพื่ออวยพรให้พบความสุข ความสำเร็จในชีวิต
     คำอวยพรวันปีใหม่ มีหลากหลายภาษา ที่นิยมส่ง ทั้ง คำอวยพรปีใหม่ภาษาไทย คำอวยพรปีใหม่ภาษาอังกฤษ และคำอวยพรปีใหม่ภาษาต่าง ๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นภาษาพูดง่าย ๆ เช่น
·                     คำอวยพรปีใหม่ ภาษาสเปน : feliz año nuevo
·                     คำอวยพรปีใหม่ ภาษาฝรั่งเศส : bonne année
·                     คำอวยพรปีใหม่ ภาษาอิตาเลียน : bon annive
      คำอวยพรที่เราพบกันบ่อยๆ ที่ใช้กันในวันปีใหม่นั้นก็คือ HAPPY NEWYEAR แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า สุขสันต์วันปีใหม่เรามักจะพูดให้คำนี้ยาวขึ้นอีกสักนิด เพื่อให้คำอวยพรของเรามี personal touch มากขึ้นว่า
WISHING YOU A HAPPY NEW YEAR
Wishing You ที่เพิ่มไปข้างหน้าก็หมายความว่า 
ขอให้คุณ นั้นเอง ดังนั้นเราสามารถใช้ Wishing You ใส่ไปข้างหน้าคำอวยพรอื่นได้อีก เช่น

Wishing You a happy and prosperous New Year ก็หมายความว่า ขอให้ปีใหม่ของคุณมีความสุข และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งใช้เฉพาะวันปีใหม่เท่านั้น คือหลังจากวันที่ 25 ไปแล้ว

คำอวยพรปีใหม่อีกข้อความหนึ่งที่มีคนใช้กับบ่อยๆ ก็คือ 
Wishing you happiness in the coming New Year ซึ่งหมายความว่า ด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่งสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงหรือที่คล้ายๆ กันก็ได้ว่า With all the best for the coming New Year ซึ่งหมายความว่า ด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่งสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ถ้าอยากจะฉีกปแบบออกไปสักนิดเราสามารถจะพูดได้ว่า 
May your New Year be filled with joy and happiness ซึ่งก็หมายความว่า ขอให้เทศกาลวันปีใหม่ของคุณเต็มไปด้วย ความสดชื่น ความสุขคำนี้ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันค่ะ
คนเรามักจะอวยพรปีใหม่ว่า
"ขอให้มีความสุข"
แต่ความเป็นจริง การมีความสุขด้านเดียว
โดยปราศจากทุกข์ คงจะเป็นเรื่องยากมาก
ดังนั้นจึงอยากเปลี่ยนคำอวยพรเป็น
"ขอให้คุณมีหัวใจที่แข็งแรงพอที่จะรับได้
ทั้งความสุขและความทุกข์"

We often make good wishes for the New Year
with the words
MAY YOU BE HAPPY In fact , happy alone without suffering is very hard to get
So, I would like to change my wishing words that
May you be strong in your heart to accept
both happiness and sorrows


Father_to_daughter เขียนเมื่อ ปี 2545

หัวข้อ
คำอวยพรปีใหม่ภาษาไทย

คำอวยพรปีใหม่ภาษาอังกฤษ 
·  May this year bring inspiration and happiness to you and your family.
·  Looks like a bright new year ahead!
·  Wishing you peace and joy in the New Year
·  The beginning is always today! Happy New Year.
·  A new year is a reminder to celebrate all the things that are good in your world. Happy New Year.
·  Wishing you a very Happy New Year.
·  Time flies may you catch it and enjoy many moments in the year ahead Happy New Year.
·  Wishing you good times, good health, good cheer, and a very Happy New Year !
·  Wishing you peace, love and fun in the new year.Greetings of the New Year. Wishing you all success in the next.
สวัสดีปีใหม่ขออวยพรให้ท่านจงประสบความสำเร็จในทุกๆสิ่งในปีใหม่นี้

A toast to the New Year. May all your resolutions
become completed projects.
ดื่มอวยพรฉลองปีใหม่ ขออวยพรให้สิ่งที่ท่านตั้งใจไว้จงสมหวัง

Happy New Year! Thinking of you as we begin anew.
สวัสดีปีใหม่คิดถึงคุณในปีใหม่นี้

We wish you a holiday season that is filled with wonder and delight!
เราขออวยพรให้เทศกาลวันหยุดของคุณเติมเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และความเบิกบานใจ

A hope for one world family. From ours to yours.
ปรารถนาให้โลกมีสันติ สำหรับครอบครัวคุณ ...จากเรา

One of my favorite gifts is hearing from you.
Greetings of the season to you and yours.
ของขวัญลํ้าค่าคือการทราบข่าวคราวจากคุณเทศกาลแห่งอวยพรนี้จงเป็นของคุณและครอบครัว

Season\'s greetings. Our best to you during the holidays.
เทศกาลส่งความสุขนี้ขอส่งความปรารถนาดีจากเราถึงคุณ

Happy holidays! Wishing you all the joys of the season.
Happy holidays! ขออวยพรให้คุณมีความปีติยินดีตลอดทั้งปี

HAPPY HOLIDAYS! Have a joyous Christmas and a festive New Year!
Happy holidays! ขอให้มีความปีติยินดีในวันคริสต์มาสและรื่นเริงในวันปีใหม่

ที่มาภาพ : 
www.travelachina.com/ChineseNewYear2008.asp




คำอวยพรปีใหม่ภาษาไทย 
·  สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้มีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง
·  ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้...............และครอบครัว พบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไปเทอญ
·  วันนี้วันดีวันปีใหม่ ขอเทพไท้อวยชัยให้สมหวัง มีความสุขถ้วนหน้าทุกคืนวัน แม้ยามฝันยังสุขทุกเวลา
·  ขอให้ปีใหม่ คิดดี ทำดี และพบเจอแต่สิ่งดีๆ ตลอดปี และตลอดไป ขออวยชัยให้มีสุขสมหวัง มีพลังในการต่อสู้ ... แฮปปี้นิวเยียร์
·  ปีใหม่ วันใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ สุข สนุกสดใส สุขสำราญ เบิกบานใจ สวัสดีปีใหม่จ้า
…………………………………..
::: ขอให้พร อันประเสริฐ ในโลกนี้
ส่งผลดี ให้แก่ท่าน ในวันหน้า
คิดสิ่งใด หวังสิ่งใด จงได้มา
สมปรารถนา ดั่งใจหวัง ยั่งยืนนาน :::

…………………………………..
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขออวยชัยให้ท่านจงสุขสันต์
สุขเกษมเปรมปรีดิ์ทุกคืนวัน
หฤหรรปรีดากันทุกคน

……………………………………

พอใกล้วันขึ้นปีใหม่ หัวใจก็เปี่ยมสุขี
เพื่อนฝูงหลายหน้ามากมี ญาติที่ไกลบ้านกลับมา
หัวใจที่ห่วงอาทร เฝ้าวอนรอเธอมาหา
เธอไปพร้อมคำสัญญา กลับมาหาฉันทุกปี
มีการจัดงานสังสรรค์ รวมกันทั้งน้องและพี่
หัวใจเราปลื้มเปรมปรีดิ์ ชีวีมีสุขทุกวัน

…………………………………………..

เมื่อมา ถึงวัน ปีใหม่ ขอให้ คนไทย สุขี
ให้พบ แต่สิ่ง อันดี ให้มี ชีวิต งดงาม
วันนี้ เป็นวัน ปีใหม่ ชาวไทย ต่างมา ล้นหลาม
มีความ สุขทุก โมงยาม ใช้กล่าว ถามทุกข์ สุขกัน
มีงาน รื่นเริง ยิ่งใหญ่ ร้อยใจ บันเทิง สุขสันต์

.......................................
สวัสดี วันปีใหม่พา ให้บรรดา เราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดี เปรมปรีดิ์ ชื่นชม ต่างสุขสม นิยม ยินดี

ข้าวิงวอน ขอพร จากฟ้า ให้บรรดา ปวงท่าน สุขศรี
โปรดประทานพร โดยปรานี ให้ชาวไทย ล้วนมี โชคชัย

ให้บรรดา ปวงท่านสุขสันต์ ทุกวัน ทุกคืน ชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรือง ในวันปีใหม่ ผองชาวไทย จงสวัสดี

ตลอดปี จงมี สุขใจ ตลอดไป นับแต่ บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์ สุขเกษม เปรมปรีดิ์
สวัสดี วันปีใหม่ เทอญ

............................................


เวียนบรรจบครบศักราชตั้งปีใหม่
ขออวยชัยอวยพรอักษรศรี
ขอทุกท่านพบพานแต่สิ่งดี
มีชีวีสุขสดใสชีพชื่นบาน
ให้สุขภาพสมบูรณ์ทั่งกายใจ
ให้ปลอดภัยแคล้วคลาดประสาทประสาน
งานรุ่งเรื่องเงินรุ่งโรจน์ชัชวาล
สนุกสนานอภิรมย์สมใจปอง
ปีผ่านไปให้ผ่านพ้นตั้งต้นเริ่ม
ที่ดีเพิ่มที่ร้ายลืมไม่มัวหมอง
ปรุงแต่งจิตพิชิตใจไร้ขุ่นข้อง
เปิดสมองรับสิ่งใหม่สดใสพลัน
คิดสิ่งใดลุล่วงสำเร็จได้
ขอเทพไทสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นมิ่งขวัญ
เกิดปัญหาได้ปัญญาเป็นที่มั่น
ให้สร้างสรรค์รับสิ่งดีปีใหม่เอย..
......................................







happy new year 2008
ขอให้ชีวิต มี TOSHIBA จะได้ นำแต่สิ่งที่ดีสู่ชีวิต  
ขอให้ชีวิต มี Helbul boy ชีวิตจะได้ หวานชื่นรื่นรมย์  
ขอให้ชีวิต มี Coke ชีวิตจะได้ มีแต่ด้านดี ๆ  
ขอให้ชีวิต มี DTAC ชีวิตจะได้ FEEL GOOOD  
ขอให้ชีวิต มี M-150 จะได้ ไม่มีลิมิค ชีวิตเกินร้อย  
ขอให้ชีวิต มี การบินไทย ชีวิตจะได้มีแต่ใคร ๆ รักคุณเท่าฟ้า  
ขอให้ชีวิต มี 1-2-call ชีวิตจะได้มีแต่คำว่า Freedom  
ขอให้ชีวิต มี Clorets ชิวิตจะได้มี เสน่ห์อยู่ที่ลมหายใจ  
ขอให้ชีวิต มี LOREAL ชิวิตจะได้มีของที่ คุณก็คู่ควร  
ขอให้ชีวิต มี Ctrl แค่คอนโทรลความมันได้ ชีวิตก็มันขึ้นได้อีกเยอะ

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ 2555

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มาเรียนรู้ประโยคในภาษาอังกฤษกันเถอะพวกเรา พร้อมทำแบบทดสอบ

เรียนรู้ประโยคในภาษาอังกฤษ
Learning Sentences In English

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง Sentence ในภาษาอังกฤษแล้ว ก็อาจจะเป็นที่เข้าใจได้ทันที(สำหรับผู้ที่เคยผ่านหูผ่านตามา) ว่า คำว่า “Sentence” นี้ ก็คือประโยคในภาษาไทยนั่นเอง ประโยคในภาษาไทยและภาษาอังกฤษนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก ทั้งรูปแบบโครงสร้างประโยค การเรียงประโยค จึงอาจทำให้ผู้ที่เข้าใจภาษาไทย สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่จะได้ทำการจำแนกแบ่งซอย Sentence(ประโยค) ขอนำคำนิยามความหมายที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมหลายเล่มมาประมวลเอาไว้พอสังเขปดังนี้
Sentence is group of words that you put together to tell an idea or ask a question.”
(Oxford Basic English Dictionary,1981:247)
Sentence is a word or a group of syntactically related words that states, asks, commands, or exclaims something conventional unit of connected speech or writing, usually containing a subject and a predicate: in writing, a sentence begins with a capital letter and concludes with an end of mark (period, question mark, etc.), and concludes with any various final pitches and a terminal juncture.” (Webster’s New World Dictionary,1988:1223)
“ Sentence is a group of words, which they are written down, begin with a capital letter and end with a full stop, question mark, or exclamation mark. Most of sentence contain a subject and a verb.” ( Collins Cobuild English Dictionary,1995:287)
จากคำนิยามความหมายของ Sentence (ประโยค) ข้างต้นนี้ ทำให้สามารถสรุปได้ว่า
Sentence(ประโยค) หมายถึง กลุ่มคำที่ประกอบด้วยภาคประธาน และภาคขยายประธาน ที่เรียงประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ โดยแสดงข้อความที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
Sentence (ประโยค) โดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วย ภาคประธาน (Subject) และภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) ตัวอย่างเช่น
I am a monk.
ผมเป็นพระ
ภาคประธาน (Subject) คือ I
ภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) คือ am a monk
Mahachulalongkornrajavidyalaya university is the Buddhist university.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนา
ภาคประธาน (Subject) คือ Mahachulalongkornrajavidyalaya university
ภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) คือ is the Buddhist university
ฯลฯ
Sentence (ประโยค) ในภาษาอังกฤษ ท่านได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Simple Sentence ( ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค)
2. Compound Sentence ( ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค)
3. Complex Sentence ( ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค)
4. Compound – Complex Sentence ( ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค)
ต่อไปก็จะได้กล่าวถึงความหมายและรายละเอียด กฎเกณฑ์ของ Sentence (ประโยค) แต่ละข้อ
ที่ได้กล่าวมาแล้ว ตามลำดับดังต่อไปนี้
1. Simple Sentence แปลว่า ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค หมายถึง ข้อความที่พูด
ออกไปแล้ว มีใจความเดียว ไม่กำกวม สามารถเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง เป็นประโยคที่มีประธานตัวเดียว และกิริ ยาตัวเดียว
ตัวอย่างเช่น
-Venerable Tawan is my friend.
ท่านตะวันเป็นเพื่อนของผม
- Buddhism is one of the great world religions.
พระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในบรรดาศาสนาโลกที่ยิ่งใหญ่
ฯลฯ
หมายเหตุ : พึงสังเกตประโยคแต่ละประโยคข้างต้นเหล่านี้ จะเห็นว่าแต่ละประโยคจะมีประธาน
ตัวเดียว และกิริยาตัวเดียว จึงทำให้สามารถทราบได้ว่าเป็น Simple Sentence (ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค) ตามความหมาย และกฎเกณฑ์ข้างต้น
นอกจากนั้นแล้ว Simple Sentence (ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค) ยังสามารถแบ่งเป็น
ประโยคย่อยๆ ได้อีก 6 รูปแบบ ดังนี้คือ
1. ประโยคบอกเล่า ( Affirmative Sentence)
2. ประโยคปฏิเสธ ( Negative Sentence )
3. ประโยคคำถาม ( Interrogative Sentence )
4. ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence)
5. ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)
6. ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence)
ก่อนอื่นก็ขอเริ่มต้นอธิบายเป็นลำดับไปดังนี้
1. ประโยคบอกเล่า ( Affirmative Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าตามธรรมดา
ไม่อยู่ในรูปคำถาม ปฏิเสธ อุทาน หรือ ขอร้องและบังคับ
ตัวอย่างเช่น
- I am studying at a university in Nakornratchasima province.
ผมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา
- Wat Isaan is located in Nakornratchasima city.
วัดอิสานตั้งอยู่ในตัวเมืองนครราชสีมา
ฯลฯ
2. ประโยคปฏิเสธ ( Negative Sentence ) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความปฏิเสธ
ตัวอย่างเช่น
- The Pali language is not difficult for monks.
ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่ยากสำหรับพระ
- Thailand is not the largest country in the world.
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ฯลฯ
3. ประโยคคำถาม ( Interrogative Sentence ) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เพื่อ
ต้องการทราบคำตอบ
ตัวอย่างเช่น
- Are you a monk ?
ท่านเป็นพระหรือ ?
- What is Buddhism?
พระพุทธศาสนาคืออะไร?
ฯลฯ
4. ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence) ได้แก่ประโยคที่มีเนื้อความเชิง
ปฏิเสธ ตัวอย่างเช่น
- Does not she believe in you?
หล่อนไม่เชื่อคุณหรือ?
- Why do not you do that again?
ทำไมคุณถึงไม่ทำมันอีกครั้ง?
ฯลฯ
5. ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความขอร้องหรือ
บังคับให้กระทำ
ตัวอย่างเช่น
5.1 ประโยคที่มีเนื้อความขอร้อง เช่น
- I beg your pardon.
ผมขอโทษ
- You should follow my words.
ท่านควรทำตามคำพูดของผม
ฯลฯ
5.2 ประโยคที่มีเนื้อความบังคับ เช่น
- Do as my suggestion.
จงทำตามคำแนะนำของผม
- Open the door now.
จงเปิดประตูเดี๋ยวนี้
ฯลฯ
6. ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความเปล่ง
อุทานขึ้น มีทั้ง ตกใจ ปะหลาดใจ เศร้าใจ ดีใจ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น
How nice she is !
หล่อนช่างดูดีจริงๆ !
What the hottest month it is!
มันช่างเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอะไรเช่นนี้ !
ฯลฯ
2. Compound Sentence แปลว่า ประโยคความรวมหรืออเนกัตถประโยค หมายถึง ประโยคที่มีข้อความ 2 ข้อความมารวมกัน พูดง่าย ๆ คือ ประโยคความเดียว 2 ประโยคมารวมกัน แล้วเชื่อมด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) ได้แก่ and, or, but, so, still, yet, etc. และ conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม) ได้แก่ however, meanwhile, therefore, otherwise, thus, etc.
2.1 Compound Sentence ( ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค) ที่เชื่อมด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) ได้แก่ and, or, but, so, still, yet, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Tawan can speak English and he can speak Loa.
ท่านตะวันสามารถพูดภาษาอังกฤษและสามารถพูดภาษาลาวได้
- Phramaha Charoen does not study Loa yet he can speak it.
พระมหาเจริญไม่ได้ศึกษาภาษาลาวถึงกระนั้นเขาก็สามารถพูดภาษาลาวได้
ฯลฯ
2.2 Compound Sentence (ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค) ที่เชื่อมด้วย conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม) ได้แก่ however, meanwhile, therefore, otherwise, thus, hence, nevertheless, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Prakorng was ill, thus he went to see a doctor at a hospital.
ท่านประคองป่วยดังนั้นเขาจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
- Jess comes to see me at a temple, meanwhile I teach her Buddhism.
เจสมาหาผมที่วัดระหว่างนั้นผมก็สอนพระพุทธศาสนาให้เธอด้วย
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า Compound Sentence เกิดมาจาก Simple Sentence 2 ประโยคมารวมกัน แล้วคั่นกลางประโยคทั้งสองด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) และ conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม)
3. Complex Sentence แปลว่า ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค หมายถึง ประโยคที่มี
เนื้อความซับซ้อน ถ้าขาดเนื้อความใดเนื้อความหนึ่งแล้ว ทำให้เนื้อความไม่สมบูรณ์ จะใช้ตัวเชื่อมที่เรียกว่า sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc. และ relative pronoun(สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc.
3.1 Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) ที่เชื่อมด้วย sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Before I go out, I would like to leave my messages.
ก่อนที่ผมไป ผมอยากจะทิ้งข้อความของผมเอาไว้
- Venerable Somporn talks as if he was able to speak English.
ท่านสมพรพูดราวกับว่าเขาสามารถพูดภาษาอังกฤษได้
3.2 Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) ที่เชื่อมด้วย relative pronoun (สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc.
ตัวอย่างเช่น
The monk who is standing over there is my friend.
พระผู้ซึ่งกำลังยืนอยู่ที่นั่นคือเพื่อนของผม
The monk whose book was stolen is student.
พระผู้ซึ่งหนังสือของเขาถูกขโมยคือนักเรียนของผม
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) เชื่อมด้วย sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc. และ relative pronoun (สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc. เพื่อทำให้สองประโยคมีความหมายที่สมบูรณ์
4. Compound – Complex Sentence แปลว่า ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค
หมายถึง ประโยคที่มีเนื้อความหลายเนื้อความมาอยู่รวมกัน โดยไม่จัดเข้าเกณฑ์ตามแบบประโยคที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า ไม่จัดเข้าพวก ทั้งสามประโยคที่กล่าวมาข้างต้น และมีกฎเกณฑ์สลับซับซ้อน
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Kitti can not remember whose book it is, so he asks his friend.
ท่านกิตติไม่สามารถจำว่าหนังสือนี้เป็นของใครได้ ดังนั้นเขาจึงถามเพื่อนของเขา
- Venerable Manop does not understand what teacher explains, yet he writes it down in his note book.
ท่านมานพไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูกำลังอธิบาย ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ได้จดมันไว้ในสมุดจดบันทึกของเขา
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า compound - complex sentence (ประโยคความผสมหรือสังกรอเนกัตถประโยค) มีประโยคเล็กที่เรียกว่า clause (อนุประโยค) แทรกเขามาท่ามกลาง Compound Sentence (ประโยคความรวมหรืออเนกัตถประโยค)
สรุป
Sentence หมายถึง กลุ่มคำที่ประกอบด้วยภาคประธาน และภาคขยายประธาน ที่เรียงประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ โดยแสดงข้อความที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
Sentence (ประโยค) ในภาษาอังกฤษ ท่านได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Simple Sentence (ประโยคความเดียวหรือเอกัตถประโยค) แบ่งออกเป็น6คือ
1.1 ประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence)
1.2 ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence )
1.3 ประโยคคำถาม (Interrogative Sentence)
1.4 ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence)
1.5 ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)
1.6 ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence)
2. Compound Sentence (ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค)
3. Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค)
4. Compound – Complex Sentence (ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค)
…………………………..
แบบทดสอบ

จงกา Í ทับตัวอักษร ตรงกับตัวเลือกที่ต้องการลงในกระดาษคำตอบ


ใช้ข้อมูลข้างล่างนี้ ตอบข้อ 1-4

Today is Saturday. Our friends are not going to school. They are going to Lisa’s house. They can’t find Lisa. She was at the farm with her family yesterday. It was great.

1.A: What day is today?

B: …………………….............

a.
Today is Monday.
b.
Today is Tuesday.
c.
Today is Friday.
d.
Today is Saturday.
2. A: What are they going?

B: …………………………………….

a.
They are going to Lisa’s house.
b.
They are going to Anne’s house.
c.
They are going to Tom’s house.
d.
They are going to Jack’s house.

3.A: Where was Lisa yesterday?

B: ……………………………….

a.
She was at the zoo.
b.
She was at the beach.
c.
She was at the farm.
d.
She was at the cinema.

4. A: ………………………………………………………….

B: It was great.

a.
How old are you?
b.
How was it?
c.
How do you do?
d.
How tall are you?

อ่านสถานการณ์ที่กำหนด แล้วตอบข้อ 5-8
5.
When you cross the road, you should look left and right. You should walk, …………………… It’s dangerous.

a.
don’t run
b.
no dogs
c.
no cameras
d.
no food and drinks
6.
There are many beautiful flowers in the park. They help us to be happy. Do you agree with me? Do you like them? You……………………….…… .

a.
don’t light a fire
b.
don’t run
c.
don’t litter
d.
don’t pick the flowers
7.
Do you like taking photos? Where can’t you take photos? You can’t take photos, When you see sign of “………………..”

a.
No dogs.
b.
No cameras.
c.
No food and drinks.
d.
No bicycles and motorcycles.

8.A: …………………….............

B: She’s a doctor.

a.
What does a doctor usually do?
b.
What is she doing?
c.
What does she like?
d.
What does she do?

9. A typist works in …………….. .

a.
a clinic
b.
a studio
c.
an office
d.
a kitchen

10.……………………............................................... works in a restaurant.

a.
A waiter
b.
A mechanic
c.
A doctor
d.
A nurse

11. A: What does a chef usually do?

B: …………………….............

a.
A chef writes the news.
b.
A chef travels in space.
c.
A chef cooks food.
d.
A chef bakes bread.

12.A: What does a mechanic usually do?

B: ……………………………….

a.
A mechanic helps sick animals.
b.
A mechanic looks after a library.
c.
A mechanic takes photographs.
d.
A mechanic fixes cars and motorcycles.

13. A: Where does an astronaut work?

B: ………………………………………………………….

a.
An astronaut works in a studio.
b.
An astronaut works in a spacecraft.
c.
An astronaut works in a clinic.
d.
An astronaut works in a bakery.

ข้อ 14-16 ข้อใดมีคำที่ออกเสียง i ตามที่กำหนด
14.
a.
beach
b.
man
c.
kite
d.
doll
15.
a.
for
b.
cake
c.
lot
d.
bike
16.
a.
today
b.
dollar
c.
crying
d.
sorry
ข้อ 17- 20 ข้อใดมีคำที่มี cl ประกอบ
ตามที่กำหนด
17.
a.

clock

b.

slow
c.
fly
d.
block
18.
a.
blick
b.
glass
c.
brown
d.
clown
19.
a.
bedroom
b.
classroom
c.
homework
d.
bathroom
20.
a.
grown
b.
bring
c.
clinic
d.
floor

                                                                    เฉลยแบบทดสอบ
1.
a
b
c
d

11.
a
b
c
d
2.
a
b
c
d
12.
a
b
c
d
3.
a
b
c
d
13.
a
b
c
d
4.
a
b
c
d
14.
a
b
c
d
5.
a
b
c
d
15.
a
b
c
d
6.
a
b
c
d
16.
a
b
c
d
7.
a
b
c
d
17.
a
b
c
d
8.
a
b
c
d
18.
a
b
c
d
9.
a
b
c
d
19.
a
b
c
d
10.
a
b
c
d
20.
a
b
c
d